วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คำศัพท์เกี่ยวกับ IT วิชา Application Software for Business อ.กิตติศักดิ์

คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 10

1. Data Rate ความหมาย : จำนวนบิตของข้อมูลจริงๆ ที่ผ่านไปในช่องทางดิจิตอล ปกติในการรับส่งข้อมูลดิจิตอลนั้น จำนวนบิตส่วนหนึ่งจะใช้ไปในส่วนหัว(Overhead) ของข่าวสารสำหรับการติดต่อระหว่างผู้ส่งและผู้รับ เมื่อตัดบิตที่ใช้ในส่วนหัวออก จะเหลือเฉพาะบิตของข้อมูลซึ่งส่วนที่เหลือนี้จะเรียกว่า Data Rate 

2. Favorites ความหมาย : เป็นที่ชื่นชอบ,สิ่งที่เป็นที่ชื่นชอบ เป็นคำสั่งที่พบ และใช้กับโปรแกรมสำหรับเปิดเว็บไซต์ (web browser) เช่น โปรแกรม Internet Explorer เป็นคำสั่งที่ใช้เก็บชื่อเว็บไซต์ ที่ผู้ใช้ ใช้บ่อย สนใจ หรือต้องการที่จะเข้าเว็บไซต์นั้นอีก เมื่อจะเข้าเว็บไซต์นั้นในครั้งต่อไป จะได้ไม่ต้องพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ หรือจะได้ไม่ลืม โดยสามารถเลือกชื่อที่เก็บใน Favorites ได้เลยครับ 

3. gov ย่อมาจาก Government ความหมาย : แสดงว่าเว็บไซต์ขององค์กรทางราชการ

4. Hoax ความหมาย : ข่าวไวรัสหลอกลวง, เป็นข่าวโกหกหลอกลวง เพื่อสร้างความวุ่นวายซึ่งจะกล่าว เช่นหลอกลวงว่าเป็นวิธีกำจัดไวรัส โดยจะมาในรูปแบบต่างๆเช่น E-mail ข้อความที่ส่งกันในโปรแกรม Chat หรือห้องสนทนา ซึ่งส่วนมากจะมีหัวข้อชวนเชื่อ อ้างแหล่งข้อมูล อ้างถึงบริษัทใหญ่ๆ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ และเมื่อมีการส่งต่อไปยังเพื่อนสนิทและคนคุ้นเคย ก็จะทำให้คนที่รับยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเมื่อคุณได้รับ E-mail เรื่องไวรัส ควรจะตรวจสอบก่อนว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นข่าวหลอกลวง ก่อนส่งต่อให้เพื่อนเพื่อป้องกัน Hoax ครับ และหากว่าเป็น Hoax ควรแจ้งไปยังแหล่งที่มาให้ทราบด้วยครับว่าเป็นข่าวไวรัสหลอกลวง 

5. Hypertext ความหมาย : เอกสารที่แสดงข้อความ รูปภาพ มัลติมีเดีย ที่สามารถเชื่อมโยง (Link) ไปยังรายละเอียดของข้อมูลนั้นเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มได้ เอกสารแบบไฮเปอร์เท็กซ์จะเป็นข้อมูลที่สามารถจะคลิก Link เพื่ออ่านรายละเอียดต่อได้ซึ่งอาจจะอยู่ในหน้าเดียวกัน หรือ คนละหน้า ก็ได้รวมทั้งอาจจะอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกันหรือคนละเครื่อง แต่อยู่เครือข่ายเดียวกัน ซึ่งอาจจะอยู่ไกล้กัน หรืออาจจะไกลกันคนละจังหวัดหรือ คนละประเทศก็ได้ 

6. Hytelnet ความหมาย : เป็นบริการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้บริการของ Server อื่น ผ่านทางเครื่อง Client โดยที่มีเมนูให้เลือกว่าจะต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่มีฐานข้อมูลสาขาใดอยู่ในทวีปอะไร คือโปรแกรมที่จะทำให้คุณสามารถ Log in เข้าไปยังโฮสต์เครื่องอื่นในเครือข่ายได้ ส่วนจะต่อแล้วได้ใช้งานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่า เรามีบัญชี (Account) ที่เจ้าของ เครื่องเขาอนุญาตให้เราใช้หรือเปล่าHytelnet จะมีเมนูให้เลือกว่าจะต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ที่มีฐานข้อมูลสาขาใดอยู่ในทวีปอะไร โดยไม่ต้องเปิดคู่มือใด ๆ ว่าข้อมูลเรื่องนั้น ๆ อยู่ที่คอมพิวเตอร์ไหน Hytelnet จะเก็บรายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บริการ สาธารณะพร้อมกับบอกชื่อบัญชีที่สามารถเข้าไปค้นข้อมูลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตล่วงหน้า 

7. IM ย่อมาจาก Instant Massenger ความหมาย : บริการที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารกันบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งสามารถโต้ตอบได้ทันทีโปรแกรมที่นิยมที่สุดในปัจจุบันก็คือ ICQ (I seek you) และยังมีของค่ายอื่น ๆ อีกก็คือ MSN Messenger ของ Microsoft, AOL Massenger ของ AOL (Amarican Online), Yahoo Massenger ของ Yahoo.com เป็นต้น 

8. integrated circuit อักษรย่อ ic ความหมาย : วงจรรวม เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย ทรานซิสเตอร์ และวงจรอื่นๆอยู่บน silicon chip อันเดียวกัน ทำให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูก ใช้กระแสไฟน้อย และปฎิบัติงานได้เร็วขึ้น 

9. International Telecommunication Union อักษรย่อ ITU ความหมาย : สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศมีหน้าที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม, ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านโทรคมนาคม และสนับสนุนการพัฒนาในด้านดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชาติทั้งปวง

ค.ศ.1865 ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในตอนนั้นมีชื่อว่าสหภาพโทรเลขระหว่างประเทศ
ค.ศ.1932 รับรองอนุสัญญาโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน
ค.ศ.1934 เปลี่ยนชื่ออนุสัญญาโทรเลขและวิทยุโทรเลข เป็นอนุสัญญาโทรคมนาคมระหว่างประเทศ
ค.ศ.1947 ปรับปรุงใหม่ ณ เมืองแอตแลนติกซิตี้ สหรัฐอเมริกา แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1954 เป็นต้นมา สหภาพดังกล่าวหรือที่เรียกโดยย่อว่า ITU อยู่ภายใต้การบริหารปกครองตามอนุสัญญา ซึ่งได้รับการรับรองจากการประชุมเต็มคณะ ณ กรุงบุเอนอสไอเรส เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1952 วัตถุประสงค์สำคัญขององค์การไอทียูคือ ต้องการวางระเบียบข้อบังคับระหว่างประเทศสำหรับโทรเลข โทรศัพท์และบริการทางวิทยุ เพื่อที่จะส่งเสริมและขยับขยายให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้บริการเหล่านี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยต้องการให้อัตราค่าบริการต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กล่าวโดยทั่วไปองค์การไอทียูนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปรับปรุงการใช้โทรคมนาคมทุกชนิดให้เป็นประโยชน์ก้าวหน้าขึ้น พัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือทางเทคนิคให้นำออกใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และพยายามประสานการปฏิบัติของชาติต่าง ๆ ให้กลมกลืนกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน หัวหน้าของสหโทรคมนาคมระหว่างประเทศมีตำแหน่งเรียกว่า เลขาธิการองค์การนี้ตั้งอยู่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

10. Invalid ความหมาย : ใช้ไม่ได้, เป็นโมฆะ หมายถึงใช้ไม่ได้ เช่นถ้าคุณคลิกคำสั่งใดๆ ในโปรแกรมแล้วมีข้อความ Invalid ขึ้นมา นั่นหมายถึง คำสั่งนั้นใช้ไม่ได้ หรือโปรแกรม ไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งนั้นได้ในขณะนั้น 


คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 9

1. Active Server Pages อักษรย่อ ASP ความหมาย : เป็นภาษาโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นโดย ไมโครซอฟท์ เพื่อการออกแบบและพัฒนาระบบงานบนอินเทอร์เน็ต เอกสาร ASP เป็นเท็กซ์ไฟล์ที่ประกอบด้วยภาษาสคิปต์ เช่น Vb script J Script (J Script เป็นภาษาสคริปต์ ของไมโครซอฟท์ ที่คล้ายกับ JavaScript) รวมกับแท็กของ HTML แล้วเก็บไว้และมีการทำงานที่เว็บเซอร์เวอร์ โดยเอกสารที่เป็น ASP จะมีแท็ก ASP กำกับอยู่ (จะใช้แท็ก )

2. ActiveX  ความหมาย : ชุดคำสั่งที่บอกถึงวิธีการใช้ออบเจกต์ คอนโทรล ActiveX เทคโนโลยีเชิงโต้ตอบที่พัฒนาโดย Microsoft ประกอบด้วย OLE (object linking and embedding) และ COM (component object modem)

3. Backbone ความหมาย : กระดูกสันหลัง, เส้นทางติดต่อหลักในเครือข่าย หรือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่มีแบนด์วิธสูงมาก สายเคเบิลมีความยาวพันๆ ไมล์ เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ศูนย์กลางสำคัญๆ ทั้งหลาย คือสายเคเบิ้ลไยแก้วที่เชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ที่อยู่ไกลกันเป็นพันไมล์ เข้าด้วยกัน เช่นการเชื่อมต่อเครือข่ายข้ามทวีป เป็นต้น  

4. Banner ความหมาย : ธง ป้าย ภาพกราฟิกที่มีลักษณะเหมือน แผ่นป้ายที่ใช้โฆษณา หรือโลโก เป็นการโฆษณาผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจมีเฉพาะภาพกราฟิก หรืออาจจะมีข้อความร่วมกับภาพกราฟฟิก 

5. bar code ความหมาย : รหัสแท่ง จะพบมากในสิ้นค้าเกือบทุกชนิด มีลักษณะเป็นเป็นแถบสีดำเป็นแท่งๆ มีขนาดความกว้างต่างๆกัน(มีความยาวเท่าๆกัน) ซึ่งสามารถอ่านความหมายของ bar code ได้ง่ายๆด้วยเครื่องอ่าน bar code 

6. Baud Rate  ความหมาย : จำนวนสัญญาณดิจิตอลหรืออนาล็อกซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นดิจิตอลแล้ว ถูกส่งผ่านไปในช่องทางสื่อสารภายใน1 วินาที มีหน่วยเป็นบอดต่อวินาที(baud per second) 1 บอดเท่ากับจำนวนบิตที่ส่งได้ใน 1 ครั้ง
เช่น ส่งได้ครั้งละ 2 บิต ก็จะหมายความว่า 1 บอดเท่ากับ 2 บิต 

7. Bcc ย่อมาจาก Blind Carbon Copy  ความหมาย : มองไม่เห็นสำเนา, มองไม่เห็น คือการส่ง E-mail แบบไม่ให้มองเห็นรายชื่อ E-mail Address Bcc ใช้สำหรับการส่งสำเนา หรือส่ง E-mail ไปให้หลายๆคนพร้อมกันในฉบับเดียว แต่ไม่ต้องการให้แสดง E-mail Address ทั้งหมดใน E-mail ฉบับนั้นๆ โดยกำหนด E-mail Address ที่ไม่ต้องการให้ผู้รับมองเห็น ไว้ที่ช่อง Bcc เมื่อ E-mail ไปถึงผู้รับก็จะไม่แสดง รายชื่อที่ส่งจาก Bcc ครับ 

8. Beta   ความหมาย : ซอฟต์แวร์ที่เป็นรุ่นทดสอบ เกือบจะพร้อมสำหรับการจำหน่ายหรือเป็นซอฟต์แวร์ตัวจริง ซอฟต์แวร์ Beta นี้จะถูกทดสอบโดยอาสาสมัคร ซึ่งได้ถูกคัดเลือกไว้ เพื่อหาข้อผิดพลาด และทำการปรับปรุง ซอฟต์แวร์ที่ถูกพัฒนขึ้นและอยู่ในขั้นทดลองการใช้งานเพื่อหาข้อผิดพลาด เพื่อจะได้ปรับปรุงก่อนจะเป็นซอฟต์แวรจริงสำหรับใช้งานหรือวางจำหน่าย 

9. Bomb ความหมาย : ระเบิด, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทึ่ถูกเขียนขึ้นให้ทำงานภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกเขียนขึ้นให้มีการทำงานตามที่กำหนด หรือระบุไว้ล่วงหน้า เช่น Time Bomb จะทำงานตามที่กำหนดเวลาไว้ Logic Bomb จะทำงานเมื่อมีเหตุการณ์หรือเงื่อนไขใดๆ เกิดขึ้น 

10. Bps ย่อมาจาก Bits per second. ความหมาย : บิตต่อวินาที เป็นหน่วยการรับส่งข้อมูล ว่าในหนึ่งวินาทีรับหรือส่งข้อมูลได้กี่บิต 

คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 8

1. On-demand / Self-Service ความสามารถที่เปิดให้ consumer ขอใช้บริการได้เองเมื่อต้องการใช้และไม่ต้องรอให้ใครมาดำเนินการ

2. Broad network access ความสามารถให้บริการแก่ consumer ผ่านระบบ network และผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย เช่น PC, table, mobile phone

3. Resource Pooling 
  • การที่ผู้ให้บริการ (Provider) สร้าง resource เป็น pool เพื่อรองรับผู้ใช้งานหลายๆ ราย (multi-tenant) และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีความต้องการ (demand) แตกต่างกัน
  • ผู้ใช้งานสามารถใช้งานเครื่องใดก็ได้  แต่บางครั้งก็อาจมีการร้องขอแบบเจาะจงในบางข้อเช่น การระบุประเทศที่ตั้งของ Server เป็นต้น
4. Rapid elasticity ความสามารถในการเตรียม resource ที่ยืดหยุ่น เพิ่มได้/ลดได้ ย้ายได้ มีให้ใช้ตลอด ไม่จำกัดจำนวน ไม่จำกัดเวลา

5. Measured Services มีรูปแบบของมิเตอร์ ทำให้ consumer และ provider สามารถ monitor การใช้งาน, ควบคุมการใช้งาน, ออก report

6. Infrastructure as a Service 
- การให้บริการระดับ hardware ในรูปของ Virtual machine เช่น server, storage, network, load balancer เป็นต้น
- มีบริการเสริมมากมาย เช่น template
- ตัวอย่าง Windows Azure,

7. Platform as a Service 
- Platform คือ เครื่องมือที่รองรับการ develop, run application ให้ทำงานได้, consumer จะสร้าง application/software โดยใช้เครื่องมือ เช่น ภาษา, library, database ที่ support โดย provider
- Consumer ใช้งานการ deploy และการกำหนด configuration ได้
- Provider เตรียม Network, Server, Storage และบริการอื่นๆ เช่น เครื่องมือทดสอบ, ระบบ security เป็นต้น
- ตัวอย่าง Windows Azure, Google App Engine, Cloud Foundry

8. Software as a Service 
- เป็นการใช้บริการ application software จาก provider
-ตัวอย่าง Microsoft Office 365

9. Abort ความหมาย : ยกเลิก เป็นการยกเลิกคำสั่ง หรือยกเลิกการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือประมวลผลอยู่ ซึ่งอาจจะเกิดจากการสั่งยกเลิกโดยตรง หรือเนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาดเอง 

10. Accelerated Graphics Port อักษรย่อ AGP ความหมาย : ระบบกราฟฟิกความเร็วสูง ที่พัฒนาโดยบริษัทอินเทล คือ port หรือ Slot สำหรับเสียบการ์ดแสดงผลแบบ AGP ซึ่งการแสดงผลจะดีกว่าการ์ดแสดงผลแบบ PCI 


คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 7

1.  Cloud  คือระบบซอฟต์แวร์ที่ถูกรวมเป็น Cloud computing ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบ cloud โดยทั่วไปจะทำการรวมส่วนประกอบของ cloud computing หลายๆตัว เข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถสื่อสารกันได้ผ่านทาง web services  สถาปัตยกรรมของ Cloud นั้นอาจรวมไปถึง client ด้วย หมายถึงที่ที่ web browser หรือ software application ใช้ในการเข้าถึง application ของระบบ cloud

2.cloud server เป็นเครื่องเซิฟเวอร์จำนวนมหาศาลเครื่องตั้งอยู่ในที่เดียวกัน หรือคนละที่ก็ได้

3.ส่วนติดต่อผู้ใช้ (User interaction interface) ทำหน้าที่รับคำขอบริการจากผู้ใช้ในรูปแบบโปรโตคอล

4.ส่วนจัดเก็บรายการบริการ (Service catalog) เก็บและบริหารรายการของบริการ ผู้ใช้สามารถค้นดูบริการได้จากที่นี่ว่ามีบริการใดให้ใช้ได้

5.ส่วนบริหารงาน (System management) ทำหน้าที่กำหนดทรัพยากรที่เหมาะสมกับผู้เรียกใช้บริการ เมื่อมีการขอใช้บริการ ข้อมูลการขอจะถูกส่งผ่านให้ส่วนนี้

6.ส่วนจัดหาทรัพยากร (Provisioning services) จะเป็นส่วนที่ติดต่อกับส่วนบริหารงาน เพื่อจองทรัพยากรและเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์ที่เหมาะสมให้ เมื่อโปรแกรมทำงานเสร็จก็จะส่งผลที่ได้ให้ผู้ใช้

7.ส่วนตรวจสอบข้อมูลการใช้งาน (Minitoring and metering) เพื่อใช้ในการเก็บค่าบริการหรือเก็บสถิติเพื่อหรับปรุงระบบต่อไปในอนาคต

8. Public cloud หรือเรียกว่า External cloud หมายถึงระบบ cloud computing ที่มีทรัพยกรเป็นสาธารณะ สามารถบริการผ่านทางInternet ,Web Application หรือWeb service  ให้บริการการแชร์ทรัพยากรและยูทีลิตี้ขั้นพื้นฐาน

9. Hybrid cloud จะประกอบขึ้นด้วยผู้ให้บริการแบบ Internal และ external เห็นได้จากรัฐวิสาหกิจส่วนมาก

10. Private cloud หรือ Internal cloud เป็นคำศัพท์ใหม่ที่ผู้ให้บริการเพิ่งใช้ในการอธิบายระบบ cloud computing ใน private network โดยผู้ให้บริการอ้างว่าระบบนี้เป็นการรักษาสิทธิประโยชน์ของระบบ cloud และ เป็นศูนย์กลางของการรักษาความปลอดภัยให้กับข้อมูล และมีความแน่นอนที่เชื่อถือได้


คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 6

1. Web design คือ การออกแบบและวางแผนการแสดงผล และการจัดวางข้อมูลต่างๆ ของเว็บไซต์
ให้เกิดความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการแสดงเนื้อหาหรือข้อมูลต่างๆ แก่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และเกิดความน่าสนใจเนื้อหาทั้งเว็บให้มากที่สุด

2. Cms หรือระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา (Development)และบริหาร(Management) เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลเว็บไซต์

3. Web template คือ รูปแบบเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือเว็บไซต์อัตโนมัติที่ยังไม่มีการใส่เนื้อหาเข้าไป คล้ายๆกับ แบบฟอร์ม จดหมายที่มีหัวกระดาษ มีรูป Logo ตกแต่ง ไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านเพียงแต่ เปลี่ยนรูป หรือ ใส่เนื้อหาที่ต้องการเข้าไป ซึ่งเหมาะสมสำหรับผู้ที่ไม่มีความชำนาญในการใช้เครื่องมือทำเว็บ เช่น Flash หรือ Graphic ต่างๆ

4. Xml ย่อมาจากคำว่า Extensible Markup Language เป็นภาษาที่ใช้กำหนดรูปแบบของคำสั่งภาษา HTML หรือที่เรียกว่า Meta Dataซึ่งจะใช้สำหรับกำหนดรูปแบบของคำสั่ง Markup ต่าง ๆ XML จะเกิดประโยชน์เต็มที่เมื่อนำมาใช้งานร่วมกับ HTML เนื่องจาก XML มีความพร้อมในแง่ของรายละเอียด การนำข้อมูล ตลอดจนโครงสร้างข้อมูลมาแสดงในรูปแบบ Text ผ่านทาง HTTP และมีความสามารถในการจัดข้อมูล ซึ่งการเขียน Web page โดยใช้ HTML ผู้พัฒนาสามารถกำหนดได้ว่าส่วนไหนจะเป็นตัวหนา ตัวเอียง หรือตัวอักษรเป็นแบบไหน ส่วน XML นั้นจะเป็นการเตรียมส่วนของข้อมูลที่จะนำไปใส่ในช่องที่กำหนดตามการเขียนของ HTML เช่น ข้อมูลราคา หรือราคาที่ตั้งสำหรับการจัดรายการส่งเสริมการขาย อัตราภาษี ค่าขนส่ง เป็นต้น

5. Session ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language คือ ข้อมูลที่ web application ใช้ทำการจัดเก็บตรวจสอบข้อมูลของผู้เข้ามาใช้งานเว็บนั้น ๆเรานิยมใช้ Session สำหรับการติดตาม user ใน ระบบ login เพื่อตรวจสอบความคงอยู่ของ user รายนั้น ๆ ในระบบขอเรา

6. Visitor คือ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ เป็นผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่ตั้งค่าของบราวเซอร์ให้ยอมรับ cookiesบริการ tracking ของ Opentracker จึงเลือกใช้ cookies เพื่อทำการติดตามพฤติกรรมการเข้าชม เว็บไซต์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ดังนั้น ผู้เข้าชมเว็บไซต์ (visitor) ในที่นี้ จึงหมายถึงพฤติกรรมของบุคคล หรืออาจจะเรียกได้ว่า การกระทำอันเกิดจากบุคคลนั่นเอง เนื่องจากมีเพียงผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตที่แท้จริงเท่านั้นที่จะสามารถใช้จาวาสคริปเพื่อใช้อินเทอร์เน็ตได้ และในกรณีที่บราวเซอร์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ ปฏิเสธ cookies ซึ่ง Opentracker ก็จะใช้หมายเลข IP ของเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้แทน cookies เพื่อใช้ในการติดตามพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์

7. Page view การนับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยนับจากจำนวนหน้าเว็บไซต์ที่ผู้เข้าชมได้ทำการ เข้าชมโดยไม่คำนึงถึงจำนวนครั้งของการร้องขอของบราวเซอร์ไปยังเซิร์ฟเวอร์ เนื่องจาก หน้าเว็บไซต์ 1 หน้าอาจจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลมากกว่า 1 แฟ้มข้อมูล ดังนั้น เมื่อมีผู้เข้าชม เว็บไซต์ได้ทำการเข้าชมหน้าเว็บไซต์เพียง 1 หน้าก็อาจก่อให้เกิดจำนวนครั้งของการร้องขอ ของบราวเซอร์ไปยังเซิร์ฟเวอร์เป็นจำนวนมากได้ เพราะผู้เข้าชมเว็บไซต์อาจเข้าชมแฟ้มข้อมูลที่เป็น รูปภาพหรือกราฟฟิกในหน้าเว็บไซต์หน้านั้นๆ นั่นเอง

8. W3C เป็นชื่อย่อของ World Wide Web Consortium จัดตั้งขึ้นมาในเดือนตุลาคม ปี 1994 ขององค์กรนานาชาติ มีองค์กรสมาชิกมากกว่า 450 องค์กร ที่เรารู้จักกันดี เช่น Apple,Google, Microsoft, Sun Microsystems จัดตั้งขึ้นเพื่อที่ต้องการเห็นเว็บไซต์ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด W3C จัดตั้งขึ้นมาโดย Tim Berners-Lee ผู้พัฒนาคิดค้นระบบอินเทอร์เน็ต จุดประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานเกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่เรียกว่า W3C Recommendations

9. WYSIWYG ย่อมาจาก What you see is what you get คือ ประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นผลลัพธ์ไปพร้อมๆกัน กับขั้นตอนในการสร้าง Source code ยกตัวอย่างเช่นโปรแกรม Macromedia Dreamweaver เป็น WYSIWYG

10. Csv ย่อมาจาก Comma-Separated Value ซึ่งเป็น text file ธรรมดา สามารถแก้ไขด้วย text editorและประมวลผลในโปรแกรม spreadsheet ได้ทันที โดยจะมี Comma ',' เป็นตัวคันระหว่างข้อมูล




คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 5

1. Firewall คือ เครื่องมือที่ใช้สำหรับป้องกันระบบ Network (เครือข่าย) จากการสื่อสารทั่วไปที่ถูกบุกรุก จากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในระบบ Network หรือระบบเครือข่าย การป้องกันโดยใช้ระบบ Firewall นี้จะเป็นการกำหนดกฏเกณฑ์ในการควบคุมการเข้า-ออก หรือการควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล ในระบบเครือข่าย

2. Bandwidth คือ ความกว้าง หรือ ช่วงขนาดของข้อมูล กล่าวคือ สามารถที่จะส่งและรับได้ไม่เกินที่กำหนดไว้เปรียบได้กับการจราจร เช่น ถ้ามี 4 เลน ก็เหมือนมี bandwidth 4

3. Freeware หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นและสามารถนำไปใช้ได้ในทุกจุดประสงค์โดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่าย(เช่นราคาขายหรือค่าลิขสิทธิ์) ฟรีแวร์เป็นลักษณะก้ำกึ่งระหว่างซอฟต์แวร์พาณิชย์และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ซ คืออนุญาตให้กลุ่มผู้พัฒนามีส่วนร่วมในการสร้างซอฟต์แวร์ แต่ก็ไม่เผยแพร่รหัสต้นฉบับสู่สาธารณชนเพื่อรักษาความลับทางการค้า

4. Shareware คือ โปรแกรมที่ถูกจำกัดความสามารถไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้โปรแกรมโดยหากสนใจใช้โปรแกรมอย่างครบทุกความสามารถ จึงจ่ายเงินเป็นค่าลงทะเบียนให้ผู้พัฒนาโปรแกรม ประโยชน์ของการขายโปรแกรมด้วยวิธีนี้คือ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเสียเงินก็สามารถใช้โปรแกรมได้ และยังได้สร้างความคุ้นเคยในการใช้งานให้ผู้ใช้ด้วย รวมถึงเป็นการแนะนำสินค้าที่ดีวิธีหนึ่ง ส่วนความสำเร็จของผู้เขียนโปรแกรมแชร์แวร์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ใช้ที่ทดลองใช้โปรแกรมไปแล้วตัดสินใจลงทะเบียน Commercial Product

5. Home Page คือ หน้าแรกที่แสดงข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ WWW (World Wide Web)เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ หรือ เป็นการดึงดูด ให้เข้าไปชมข้อมูลภายใน ซึ่งภายในโฮมเพจอาจมีเอกสารข้อความอื่นๆที่เรียกว่า เว็บเพจ (web page) เชื่อมโยงต่อจากโฮมเพจนั้นได้อีกเป็นจำนวน

6. Search engine คือ โปรแกรมที่ช่วยในการสืบค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดยครอบคลุมทั้งข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เพลง ซอฟต์แวร์ แผนที่ ข้อมูลบุคคล กลุ่มข่าว และอื่น ๆ ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่โปรแกรมหรือผู้ให้บริการแต่ละราย Search engine ส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูลจากคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป จากนั้นก็จะแสดงรายการผลลัพธ์ที่มันคิดว่าผู้ใช้น่าจะต้องการขึ้นมา ในปัจจุบัน Search engine บางตัว เช่น google จะบันทึกประวัติการค้นหาและการเลือกผลลัพธ์ของผู้ใช้ไว้ด้วย และจะนำประวัติที่บันทึกไว้นั้น มาช่วยกรองผลลัพธ์ในการค้นหา

7. Link คือ หัวข้อต่าง ๆ หรือส่วนที่สามารถเชื่อมโยงหรือว่าคลิกไปยังเวบไซต์ หรือไปยังรายละเอียดที่ระบุเอาไว้ ผู้ใช้จะต้องใช้เมาส์เลื่อนไปคลิก ยังลิงก์ที่ต้องการ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ มักจะมี "การขีดเส้นใต้" ไว้ และถ้าผู้ใช้เลื่อนลูกศรเมาส์ ไปอยู่บนลิงก์ ลูกศรเมาส์ก็จะเปลี่ยนเป็นรูปมือที่ยื่นนิ้วชี้ออกมา บนหัวข้อนั้น ๆ

8. Domain name คือ ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่ายทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบ Domain name System ที่สามารถแก้ไข IP Address ของชื่อโดเมนเนมนั้นๆได้ทันทีโดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำ IP Address ที่มีการเปลี่ยนแปลง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร

9. Web hosting คือ รูปแบบการให้บริการที่อนุญาตให้ผู้ใช้บริการสามารถนำ website ของตนเองขึ้นไป online บน internet ได้ ทุก website ที่ online บน internet จะต้องได้รับการฝาก หรือเก็บไว้บนคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า web server ซึ่ง web server นี้จะทำหน้าที่เป็นตัวติดต่อกับทุกหนทุกแห่งตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ website ของคุณสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ทุกเวลาในโลกที่มีการต่อเชื่อม internet โดยแค่พิมพ์ชื่อ web site ของคุณ (Domain Name) ซึ่งอย่างไรก็ตามการติดตั้งระบบ web server เป็นของตนเองสามารถทำได้ แต่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคดูแล ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่จะไม่ดำเนินการลงทุน เพื่อเป็นเจ้าของเอง และนี่คือที่มาของบริการ web hosting

10. Web base application ก็คือ Application ที่ทำงานบน Web Server อย่าง e-mail ที่เราใช้หรือ web boardก็ถือว่าเป็น Web Base Application เหมือนกัน ข้อดีของการเขียน Application บน Web Baseก็คือ ติดตั้งที่ Server ที่เดียว ใครจะเรียกใช้กี่คนก็แค่มี computer แล้วก็มีโปรแกรม Browser อย่าง Internet Explorer


คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 4

1. Component เป็นการระบุส่วนของโปรแกรมที่ใหญ่กว่า หรือการก่อสร้างโดยปกติ component ให้ฟังก์ชันเฉพาะหรือกลุ่มของฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง ในการออกโปรแกรมระบบ แบ่งออกเป็น component ที่แสดงในรูปของ module ส่วนการทดสอบ component เป็นการทดสอบความสัมพันธ์ ของ module ทั้งหมดด้วยการสร้าง component เป็นกลุ่มเพื่อทำให้มั่นใจ component หรือ module ทำงานด้วยกัน

2. Style Sheet หรือ CSS (Cascading Style Sheets) คือ ชุดคำสั่งที่ใช้สำหรับการกำหนดการแสดงผลข้อมูลหน้าเว็บพจ เป็นมาตราฐานหนึ่งของ W3Cที่กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้ในการตบแต่งหน้าเอกสารเว้บเพจโดยเฉพาะ การใช้งาน CSS จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับ HTML เดิมที่เราใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ CSS ได้มาอยู่บนมาตราฐานที่เวอร์ชั่น 2.0 (CSS2.0) โดยในปัจจุบันเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้งาน CSS กันเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก CSS มีความสามารถในการตบแต่งการแสดงผลข้อมูลหน้าเว็บเพจที่เหนือกว่า HTML โดยปรกติอยู่มาก บางเว็บไซต์ที่เราเห็นกันใน Internet แถบจะเรียกได้ว่าใช้ CSS ล้วน ๆ ในการออกแบบ Layout หน้าเว็บเพจเลยทีเดียว

3. Web tracking คือ การติดตามพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ พร้อมทั้งรายงานผลข้อมูลและสถิติต่างๆ

4. Web crawler เป็นโปรแกรมของ Search Engine ในแต่ล่ะที่ ที่ส่งออกไปเก็บข้อมูล ตัวโปรแกรมจะเล็กมากคอยทำหน้าที่วิ่งไปเก็บข้อมูลเก็บลิงค์ต่างๆตามเว็บไซต์ทั่วโลก เพื่อเอาข้อมูลกลับไปจัดเก็บ Index Server แล้วทำการประมวลผลตามอัลกอลิทึ่ม ของแต่ล่ะ Search Engine ซึ่งอัลกอลิทึ่มในแต่ล่ะ Search Engine นี้จะแตกต่างกันออกไป อัพเดทกันอยู่เสมอ ไม่มีโครงสร้างตายตัว

5. Robot engine โปรแกรมหุ่นยนต์ที่ถูกเขียนขึ้นมาเข้าไปวิ่งหาเว็บไซน์ต่างๆ โดยอัตโนมัติและจะเก็บข้อมูลต่างๆ ในทุกๆ หน้า ในเว็บไซต์นั้น ไม่ว่าจะเป็น Title Page, Meta Keywords, Meta Description, Body ของแต่ละหน้ากลับมาไว้ในเครื่องแม่ข่าย แถมยังเก็บURLใหม่ที่พบจากเว็บไซต์ที่ผ่านมาแล้ว และโปรแกรมหุ่นยนต์นี้ จะทำหน้าที่ในการเข้าไปอ่านเว็บไซต์ที่ถูกเก็บมานั้น ด้วยกระบวนการเดิมต่อไป ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้ทำให้ปริมาณเว็บไซต์ที่จะตรวจสอบ และเก็บไว้ในฐานข้อมูลนั้นเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ ทุกเวลา ทำให้ข้อมูลมีความหลากหลาย และผลของการค้นหามีความหลากหลายมากขึ้น แต่จะมีข้อเสีย คือ ข้อมูลที่ถูกเก็บโดยโปรแกรมนั้น เราจะต้องมีการมาจัดการอีกครั้งหนึ่งในแบบไดเรกทอรี เพื่อให้เป็นหมวดหมู่ และง่ายต่อการค้นหาแบบตรง (Direct) ต่อไป

6. Swf ไฟล์ Flash ที่เป็นไฟล์ที่สมบูรณ์ และถูก compiled และ publishedไฟล์แล้ว ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วย Macromedia Flash ได้อีกต่อไป

7. Flv คือ"Flash movie" หรือ Adobe Flash (หรือที่เราคุ้นเคยกับชื่อ Macromedia Flash ) เป็นไฟล์จะมีนามสกุลเป็น .swf และ .flv ซึ่งจะได้จากการ Compile ไฟล์ .fla ที่ถูกสร้างโดย Flash, FreeHand, Generator, and other tools นั่นเอง โดยจะถูกสร้างขึ้นมาในการนำเสนอ แอนิเมชัน และ อินเตอร์แอกทีฟ ในเว็บเพจ และในโปรแกรมหลายๆ โปรแกรมระบบ และ เครื่องมือต่างๆ ที่มีความสามารถในการแสดง แฟลชได้ และ แฟลชยังเป็นที่นิยมในการใช้สร้าง แอนิเมชั่นโฆษณาออกแบบส่วนต่างๆ ของเว็บเพจใส่วิดีโอบนเว็บ และอื่นๆ

8. Web service คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมา เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่ายโดยที่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ คือเอกซ์เอ็มแอล เว็บเซอร์วิสมีอินเทอร์เฟส ที่ใช้อธิบายรูปแบบข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ เช่น WSDL ระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานสื่อสารโต้ตอบกับเว็บเซอร์วิสตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้แล้ว โดยการส่งสาสน์ตามอินเตอร์เฟสของเว็บเซอร์วิสนั้น โดยที่สาสน์ดังกล่าวอาจแนบไว้ในซอง SOAP หรือส่งตามอินเตอร์เฟสในแนวทางของ REST สาสน์เหล่านี้ปกติแล้วถูกส่งโดยอาศัย HTTP และใช้ XML ร่วมกับมาตรฐานเกี่ยวกับเว็บอื่นๆ โปรแกรมประยุกต์ที่เขียนโดยภาษาต่างๆ และทำงานบนแพลตฟอร์มต่างๆกันสามารถใช้เว็บเซอร์วิสเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์Hacker

9. Cracker คือ ผู้ที่หาทางเจาะเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ต่างๆโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจจะเพื่อความสนุก หรือเพื่อการโจรกรรมและทำลายข้อมูลเป็นคำที่ใช้แทนคำว่า แฮกเกอร์ เพื่อให้คำว่าแฮกเกอร์ยังคงความหมายเดิมว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ได้เก่ง

10. Pocket PC เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแบบ PDA เพื่อใช้สำหรับการคำนวน เก็บข้อมูล ถ่ายรูป โทรศัพท์ รวมทั้งเล่นเกมส์โดยสามารถติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเข้าไปได้ เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ แต่จะแตกต่างจากเครื่องปาล์มตรงที่ Pocket PC จะใช้ระบบปฏิบัติการค่ายไมโครซอฟท์เป็นหลัก เช่น Window CE จึงทำให้ผู้ใช้งานพ็อกเก็ตพีซีที่คุ้นเคยกับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์มาก่อน สามารถใช้งานได้ง่ายมาก แต่จะกินกำลังของเครื่องมากกว่าเครื่องปาล์ม




คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 3

1. E-commerce พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช้เทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ และครอบคลุมรูปแบบทางการเงินทั้งหลาย เช่น ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์, การค้าอิเล็กทรอนิกส์, อีดีไอหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์, ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์, โทรสาร, คะตะล้อกอิเล็กทรอนิกส์, การประชุมทางไกล และรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลระหว่างองค์กร

2. Spam คือ Email ที่เป็นขยะที่เราไม่ต้องการ โดยส่งมาจาก Email ที่เราไม่รู้จัก
ซึ่งจะทำให้เราเสียพี้นที่เก็บข้อมูลของเราไปโดยเปล่าประโยชน์ จุดประสงค์ของ Email Spam นั้นผู้ส่งส่วนใหญ่ต้องการโฆษณาบริการต่างๆที่ตัวเองมี

3. RSS ย่อมาจาก Really Simple Syndication คือ บริการที่อยู่บนระบบ อินเตอร์เน็ท จัดทำข้อมูลข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบ XML
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ กับผู้ใช้ โดยส่งข่าวหรือข้อมูลใหม่ๆ ให้ถึงเครื่องตลอดเวลาที่มีการ Updateไม่ต้อง เสียเวลาเปิดเว็บไซต์เข้ามาค้นหา

4. Web 2.0 ก็คือการให้ความหมายของสิ่งที่เปลี่ยนไปของเทคโนโลยีเว็บไซต์ ซึ่งก็เหมือนกับที่สมัยก่อน
เราเปลี่ยนจากทีวีขาวดํามาเป็นทีวีจอสี โดยกําหนดตัวเลขว่าเป็น generation ที่ 2ของเว็บนั่นเอง สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Web 2.0 นั้นก็ เช่น AJAX, Blog, Feeds, Podcast, Social networking ฯลฯ

5. Ajax ย่อมาจากคำว่า Asynchronous JavaScript And XML เป็นเทคนิคในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อให้ความสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ดีขึ้นโดย การรับส่งข้อมูลในฉากหลัง ทำให้ทั้งหน้าไม่ต้องโหลดใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งช่วยทำให้เพิ่มการตอบสนอง ความรวดเร็ว และการใช้งานโดยรวม

6. Syntax รูปแบบของ ภาษา ที่เรา เขียนในคอม พิวเตอร์ และ จะนํา algorithm มาเรียบเรียง ใหม่ ในรูปแบบของแต่ละภาษา

7. PHP ย่อมาจาก Personal Home Page ซึ่งเป็นภาษาสคริปต์ที่ทำงานฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่เรียกว่า Server Side Scriptโดยการทํางานของ PHP จะประมวลผลฝั่งเซิร์ฟเวอร์แล้วส่งผลลัพธ์ไปยังฝั่งไคลเอ็นท์ผ่านเว็บบราเซอร์ เช่นเดียวกับกับ ASP , JSP ทำให้การทำงานมีความปลอดภัยสูง

8. Asp หรือ Active Server Page คือ เทคโนโลยีในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเว็บเพจ พัฒนาโดยบริษัท ไมโครซอฟต์มีจุดเด่นในการใช้พัฒนาและจัดการแอพพลิเคชั่นบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยจะทำงานในลักษณะของโปรแกรมแปลภาษา (Interpreter) ที่ใช้ในการตีความเว็บเพจที่เขียนขึ้นมาโดยใช้ภาษา VBScript, Jscript/JavaScript หรือ Perl ที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นการเขียนแบบ ASP (เริ่มต้นด้วย <% และปิดด้วย %>

9. .net โดเมนเนมสากลที่ทุกประเทศสามารถจดได้ แต่จะต้องสำหรับเว็บไซต์ทางด้านเน็ตเวิร์ก หรือ กลุ่มบริหารเครือข่าย (Network Services) เท่านั้น

10. E-newsletter คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายและการจัดเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกลุ่มเป้าหายได้อย่างแม่นยำ นับได้ว่าเป็นการโฆษณาผ่านอีเมล์ไปถึงลูกค้าจึงนับว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุด และทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน โฆษณาได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ



คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 2


1. GRANT หมายถึง คำสั่งที่ใช้ในการกำหนดสิทธิให้กับผู้ใช้แต่ละคนให้มีสิทธิกระทำการใดกับข้อมูล เช่น การเพิ่มข้อมูล การแก้ไขข้อมูลหรือการลบข้อมูลในตารางใดได้บ้าง หรือกำหนดให้มีสิทธิดูข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว เป็นต้น

2. Multiprogramming หมายถึง ความสามารถในการรันโปรแกรมได้มากกว่าหนึ่งโปรแกรมของคอมพิวเตอร์ โดยสามารถแยกรันโปรแกรมแต่ละโปรแกรมกับซีพียูแต่ละตัวได้ 

3. HTML ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language เป็นภาษาที่ใช้ในการแสดงผลของเอกสารของหน้า website หรือ ที่เราเรียกกันว่าเว็บเพจเป็นภาษาที่พัฒนาโดย World Wide Web Consortium (W3C) เป็นภาษาที่สำคัญมากกับเทคโนโลยีบนเว็บไซต์ ไม่ว่าคุณจะเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ภาษาใดๆ เช่น PHP, ASP, Perl หรืออื่นๆ คุณก็ต้องมีความจำเป็นในการแสดงผลข้อมูลออกมายัง Web Browser ด้วยภาษา HTML เป็นหลัก หรือให้มองว่า HTML คือ Output ในการแสดงผลสู่จอภาพของ Web Browser

4. HTTP ย่อมาจาก Hyper Text Transfer Protocol เป็นโปรโตคอลสื่อสารที่ทำงานอยู่บนระบบโปรโตคอล TCP HTTP ใช้ในระบบเครือข่ายใยแมงมุม (World Wide Web) ทำหน้าที่ในการจำหน่าย,แจกจ่าย รวมไปถึงการรับข้อมูล จากระบบสื่อกลางชั้นสูง (Hypermedia System) ที่ประกอบด้วยเครื่องให้บริการ (Server) ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก

5. https หรือ Hypertext Transfer Protocol Security คือ ระบบความปลอดภัยของ HTTP protocol สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่อง server และ client ที่คิดค้นขึ้นโดยบริษัท Netscape เมื่อปลายปี ค.ศ. 1994 โดยมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความลับของข้อมูลขณะรับ-ส่ง และเพื่อให้แน่ใจว่า ข้อมูลนั้นถูกรับ-ส่งระหว่างผู้รับและผู้ส่งตามที่ระบุไว้จริง โดยที่ข้อมูลจะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปจากเดิมด้วย HTTPS จะทำงานอยู่บนพอร์ต 443 (ค่าปกติ) ด้วยการเพิ่มข้อมูลในส่วนการระบุตัวผู้ส่ง (Authentication) และการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) ภายใน HTTP กับ TCP เว็บไซต์ที่ระบุถึงการเชื่อมต่อแบบ Secure HTTP จะขึ้นต้นด้วย https:// และตรงโปรแกรมเว็บบราวเซอร์จะมีรูปกุญแจ เป็นตัวบ่งบอกสถานะว่า ในขณะที่เราใช้บราวเซอร์เรียกดูเว็บเพจใด ๆ ก็ตาม เว็บเพจนั้นใช้ระบบรักษาความปลอดภัยในการรับ-ส่งหรือไม่ สัญลักษณ์รูปกุญแจแสดงถึงการทำงานของระบบรักษาความปลอดภัย ที่เรียกกันว่า SSL

6. URL ย่อมาจากคำว่า Uniform Resource Locator หมายถึง ที่อยู่ (Address) ของข้อมูลต่างๆในอินเตอร์เนต ซึ่งรูปแบบของ URL จะประกอบด้วยhttp://www.urlbookmarks.com/support/urlfaq.htm  ชื่อโปรโตคอลที่ใช้ (http ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocol) ชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และชื่อเครือข่ายย่อย (www.urlbookmarks) ประเภทของเวบไซต์ (. com) ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือประเภทสากล และ ประเภทท้องถิ่นจะมีชื่อย่อของแต่ละประเทศต่อท้าย ไดเร็กทอรี่ (/ support/) ชื่อไฟล์และนามสกุล ( urlfaq.htm) ดังนั้นการอ้างอิงของข้อมูลบนอินเตอร์เนตต้องระบุ URL ให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้

7. Keyword ความหมาย Keyword ในภาษาของเครื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตคือ คำหรือข้อความ ที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต พิมพ์ลงไปเพื่อใช้ในการ ค้นหาเว็บไซต์ หรือข้อมูลต่าง ๆ นั่นเอง Keyword นั้น จะเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายรูป ลักษณะของเอกสารนั้น เช่น ชื่อเรื่อง หัวข้อ หัวเรื่อง รายละเอียดอย่างย่อของเอกสาร เพื่อความสะดวก และความรวดเร็ว ในการสืบค้น เอกสารในข้อมูลระบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาเว็บเพจ ที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Search Engine หรือการสืบค้นเอกสารต่างๆ ในระบบของห้องสมุด เป็นต้น

8. Tags ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language คำสั่ง หรือรหัสที่ใช้ในการกำหนดรูปแบบของ TEXTโดยจะมีตัวอักษรอยู่ภายในเครื่องหมาย < และ > เช่น <font>, <b>, <i>, <u>, <hr>, <br>, <img> ฯลฯ

9. www คือ World Wide Web หรือที่เรามักเรียกสั้นๆว่า Web หรือ W3 (WWW) คือ คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งบนอินเตอร์เน็ต ที่ถูกเชื่อมต่อกันในแบบพิเศษที่ทำให้คอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เก็บไว้ภายในของแต่ละเครื่องได้ (กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่) โดยผ่านทาง บราวเซอร์ (Browser) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้อ่านและตอบโต้ข้อมูลต่างๆที่มีอยู่ใน World Wide Web โดยเฉพาะ บราวเซอร์ที่พบเห็นได้มากที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer ของ และ Netscape

10. blog ก็คือ Website รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับโดยเรื่องใหม่จะอยู่บนสุด ส่วนเรื่องเก่าสุดก็จะอยู่ด้านล่างสุด Blog อาจจะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นของ ไดอารี่ online ก็เป็นได้ โดย Blog จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ซึ่ง ไดอารี่ ก็ถือว่าเป็น Blog ในรูปแบบหนึ่ง ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย






คำศัพท์เกี่ยวกับ IT ครั้งที่ 1

1.  assembly language : ภาษาแอสเซมบลีเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ เป็นภาษา        ระดับต่ำคล้ายๆกับภาษา Basic และภาษา COBOL

2. auxiliary storage : หน่วยเก็บช่วย หน่วยเก็บรองเป็นหน่วยความจำที่ช่วยในการรองรับหน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์หรือที่เรียกว่า หน่วยความจำสำรอง (Secondary storage)

3. background processing : การประมวลผลส่วนหลังเป็นการ execute โดยอัตโนมัติของโปรแกรมส่วนหลังระหว่างโปรแกรมคอมฯ กับระบบปฏิบัติการ เมื่อระบบไม่สามารถทำตามคำสั่งการประมวลผลส่วนหน้าได้

4. BASIC : ภาษาเบสิกเป็นภาษาระดับสูงใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้และการทำงานเป็นแบบแบ่งเวลา (Time Sharing)

5. batch processing : การประมวลผลแบบกลุ่มการประมวลผลของตัวเลขหรือกลุ่มของตัวเลขจะมีการประมวลผลแบบกลุ่มและการประมวลผลเป็นแบบเรียงลำดับ การรันโปรแกรมของคอมพิวเตอร์จะรัน 1 โปรแกรมไม่เหมือนกับที่ต้องการรันโปรแกรมทีละ Operator ในโปรแกรม

6. buffer : ที่พักข้อมูล ที่ปรับอัตรา หรือกันชนใช้พักข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ input/out กับ CPU เป็นพื้นที่สำหรับหน่วยความจำขนาดเล็ก ติดต่อ buffer สองตัว

7. bug : จุดบกพร่องการ error ในระบบหรือโปรแกรม การ error ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือในรายละเอียดบางชิ้นของฮาร์ดแวร์

8. CAD/CAM : การออกแบบและผลิตโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยโดยปกติทั่วไปจะนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการออกแบบและกระบวนการผลิตของธุรกิจต่างๆ

9. CAI : การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย คือการใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการสอน ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้เองโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อ

10.  hierarchical data structure : โครงสร้างข้อมูลเชิงลำดับขั้นเป็นส่วนตรรกวิทยาซึ่งจะใกล้เคียงกับข้อมูลที่เป็นรากฐานของโครงสร้างที่มีส่วนประกอบหรือเป็นพ่อ แม่มีลูกแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ทีละคน หรือมีมากกว่าส่วนอื่น จะแยกออกเป็นแขนงของเจ้าของในส่วนประกอบเพียงอันหนึ่งอันเดียวของพ่อแม่

วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สรุปหลัง Midterm ครับ

สรุปหลัง Midterm

จงตอบคำถามต่อไปนี้

1. อธิบายขยายความคำศัพท์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอพิวเตอร์ 
****(เขียนตอบข้อละไม่น้อยกว่า 3 บรรทัด หรือวาดรูปประกอบ)***

1.1 การส่งสัญญาณ Multicast คือ

ตอบ การส่งสัญญาณแบบ Multicast คือ การส่งข้อมูลมัลติมีเดียในงานประยุกต์ทั่วไปผ่านเครือข่ายมักเกิดจากแหล่งส่งแหล่งหนึ่งๆทำหน้าที่กระจายข้อมูลไปยังผู้รับหลายคนพร้อมกัน ตัวอย่างเช่นการถ่ายทอดการประชุม การแพร่ข้อมูลพยากรณ์อากาศ หรือข้อมูลล่าสุดในตลาดหุ้น หากสามารถส่งข้อมูลเหล่านี้เพียงครั้งเดียวไปยังผู้รับหลายคนย่อมช่วยประหยัดแบนด์วิดธ์ได้ เทคนิคการส่งแบบนี้เรียกว่าการส่งแบบ มัลติคาสต์ (multicast) ข้อมูลที่เดินทางไปยังปลายทางจะผ่านอุปกรณ์เครือข่ายเพียงชุดเดียวก่อนจะไปถึงผู้รับปลายทาง


1.2 Proxy Server คือ

ตอบ Proxy Server คือ (Cache) เครื่องแม่ข่ายที่ทำหน้าที่เก็บคอนเทนต่างๆ และช่วยลดการใช้แบนด์วิดช์ภายนอก ช่วยทำให้การงานระบบอินเตอร์เน็ตมีความรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน



1.3 สาย UTP (Unshielded Twisted Pair) คือ

ตอบ สาย UTP (Unshielded Twisted Pair) คือ สายเกรวคู่ที่ไม่มีระบบป้องกันเป็นสายสัญญาณที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันเป็นสายขนาดเล็กไม่มีชิลต์ห่อหุ้ม เช่น สาย RJ45 หรือ สาย LAN ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน



1.4 มาตรฐาน 802.11g คือ

ตอบ มาตรฐาน 802.11g คือ  ข้อกำหนด 802.11g เป็นมาตรฐานสำหรับเครือข่ายไร้สายพื้นที่ (WLAN) ที่เสนอการส่งผ่านในระยะใกล้ได้ถึง 54 Mbps เปรียบเทียบได้กับ ความเร็วสูงสุด 11 Mbps ของมาตรฐาน 802.11b รุ่นก่อนหน้า เครือข่ายให้ 802.11g ทำงานที่ความถี่วิทยุระหว่าง 2.400 GHz ถึง 2.4835 GHz ที่เป็นแถบความถี่เดียวกับ 802.11b แต่ข้อกำหนด 802.11g ใช้ orthogonal frequency division multiplexing (OFDM) เหมือนกับ modulation scheme ที่ใช้ใน 802.11a เพื่อให้ความเร็วข้อมูลสูงกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์หรือเทอร์มินอลตั้งค่าสำหรับ 802.11g สามารถตกลงมาสู่ที่ความเร็ว 11 Mbps ส่วนการทำงานนี้ทำให้อุปกรณ์ 802.11b และ 802.11g เข้ากันได้ภายในเครือข่ายเดียวกัน การปรับปรุงจุดเข้าถึง (access point) ของ 802.11b ให้ยอมตาม 802.11g ตามปกติที่เกี่ยวข้องเฉพาะการอัพเกรด firmware


1.5 Firewall คือ

ตอบ Firewall เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์แบบหนึ่งที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งมีทั้งอุปกรณ์ Hardware และ Software โดยหน้าที่หลัก ๆ ของ Firewall นั้น จะทำหน้าที่ควบคุมการใช้งานระหว่าง Network ต่าง ๆ (Access Control) โดย Firewall จะเป็นคนที่กำหนด ว่า ใคร (Source) , ไปที่ไหน (Destination) , ด้วยบริการอะไร (Service/Port)


1.6 Cloud Computing คือ

ตอบ Cloud Computing คือ Cloud หรือบางคนก็บอกว่า Cloud Computing มันคืออะไร ค้นในเน็ตเจอคำแปลต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่บอกว่า การประมวลผลบนก้อนเมฆ... ถ้าสำหรับแบบที่ผมคิดนะ ผมว่าก็คือระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เรานี่แหละ แต่แทนที่จะต้องมาประมวลผล หรือทำงานแบบเดิมคือทำบน PC แบบที่เราเคยใช้ๆกันอยู่มันจะย้ายไปทำงานผ่านพวก WEB Browser บนโลกอินเตอร์เน็ต อาทิเช่น เดิม เราใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point โดยเราต้องเปิด PC แล้วรอมัน Windows มันบู๊ต แล้วเราก็เลือกไอคอน โปรแกรม แล้วก็คลิ๊กเปิด แล้วก็ใช้งาน 


1.7 ISP (Internet Service Provider) คือ

ตอบ ISP (Internet Service Provider) คือ Internet Service Provider (ISP) เป็นบริษัท ที่ให้เอกชน และบริษัทเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และบริการอื่นทีเกี่ยวข้อง เช่น การสร้าง web site และ virtual hosting โดย ISP มีอุปกรณ์และสายการสื่อสาร ที่เข้าถึงโดยต้องการ Point-of-Presence (POP) บนอินเตอร์เน็ต สำหรับการให้บริการ ตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ISP ขนาดใหญ่มีสาย leased line ความเร็วสูงของตัวเอง เพื่อทำให้ลดการขึ้นต่อผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม และสามารถให้บริการที่ดีกว่าสำหรับลูกค้า


1.8 Core Layer คือ 

ตอบ Core Layer คือ Core Layer ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของระบบ network ครับหน้าที่หลักของ Layer นี้คือทำสิ่งที่เรียกว่า Forward Packet โดยตัวมันจะรับ Packet ที่อยู่ใน Layer ต่างๆมาแล้วทำการ Forward ออกไป โดยบนตัวมันจะบรรจุเส้นทางหรือ Routing Table เพื่อที่จะได้ทำการ Forward Packet ไปยัง Network ต่างๆได้อย่างถูกต้อง  Core Layer นี้เหมาะสำหรับการออกแบบในระบบ network ที่มีขนาดใหญ่ เช่น มหาวิทยาลัย ถ้าในระบบ network ที่มีขนาดไม่อยากมากเราอาจจะไม่มี Core Layer โดยมีเพียง Distribution Layer กับ Access Layer ก็ได้ครับ


1.9 Star Topology คือ 

ตอบ Star Topology คือ การเชื่อมต่อแบบดาว (STAR TOPOLOGY) เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง หรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหาย จะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ Hub เป็นตัวเชื่อมต่อ จากคอมพิวเตอร์แม่ข่าย หรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
       ข้้อดี ของการเชื่อมต่อแบบนี้คือ ง่ายต่อการให้บริการ เพราะมีศูนย์กลาง อยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่าย อยู่เครื่องเดียว และเมื่อเกิดความเสียหาย ที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใด เพราะใช้สายคนละเส้น
       ข้อเสีย คือต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานี มีสายสัญญาณ ของตนเองเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง จึงเหมาะกับเครือข่ายระยะใกล้ มากกว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกล การขยายระบบยุ่งยาก เพราะต้องเชื่อมสายจากศูนย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสียหายระบบจะใช้การไม่ได้


1.10 สถาปัตยกรรม แบบ P2P (Peer to Peer) คือ

ตอบ สถาปัตยกรรม แบบ P2P (Peer to Peer) คือ  เครือข่ายแบบนี้จะเก็บไฟล์และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคน โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่ทำหน้าที่นี้ เรียกได้ว่าต่างคนต่างเก็บ ต่างคนต่างใช้ แต่ผู้ใช้ในเครือข่ายสามารถเรียกใช้ไฟล์จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ ถ้าคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นทำการแชร์ไฟล์เหล่านั้นไว้ เครือข่ายแบบ Peer-to-Peer นี้เหมาะสำหรับองค์กรขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันไม่เกิน 10 เครื่อง เนื่องจากติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง และการดูแลไม่ยุ่งยากนัก แต่ถ้าคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมีมากกว่า 10 เครื่องขึ้นไปควรจะใช้เครือข่ายแบบอื่นดีกว่า



2. ให้นักศึกษาอธิบายหลักการในการออกแบบระบบเครือข่ายซึ่งจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติ 4 ประการ มาให้ละเอียดที่สุด ตามความเข้าใจของนักศึกษา (อาจวาดรูปประกอบ) ได้แก่

2.1 Fault Tolerance คือ เป็นความสามารถของระบบที่จะทำงานต่อไปได้ ในสภาวะที่มีความเสียหายเกิดขึ้น เป้าหมายของระบบที่คงทนต่อความเสียหาย คือป้องกันการล้มเหลวของการทำงานของระบบเท่าที่สามารถทำได้ การคงทนต่อความเสียหายสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งจะเป็นได้อย่างชัดเจนว่าการซ่อนความเสียหาย เป็นเทคนิคหนึ่งของการคงทนต่อความเสียหาย วิธีการอื่นได้แก่การตรวจจับข้อผิดพลาด และระบุตำแหน่งความเสียหาย เพื่อทำการจัดรูปการทำงานของระบบใหม่ (Reconfiguration) และนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ การจัดรูปการทำงานของระบบเป็นขั้นตอนการนำโมดูลที่เสียหายออกจากระบบ และนำระบบกลับมาทำงานอย่างต่อเนื่อง การทำการจัดรูปการทำงานของระบบ ผู้ออกแบบจะต้องคำนึงถึงกระบวนการดังต่อไปนี้
                1. การตรวจจับความเสียหาย (Fault Detection): เป็นกระบวนการที่ตรวจจับว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งการตรวจจับความเสียหายมักเป็นความต้องการแรก ก่อนที่จะดำเนินการตามขั้นตอนอื่นต่อไป
                2. การระบุตำแหน่งความเสียหาย (Fault Location): เป็นกระบวนการสำหรับหาว่าระบบมีความเสียหายที่จุดไหน เพื่อที่จะสามารถดำเนินการกู้คืนได้ถูกต้อง
                3. การจำกัดเขตความเสียหาย (Fault Containment): เป็นกระบวนการเพื่อแยกหรือกันความเสียหายออกจากการทำงานของระบบ เพื่อไม่ให้ความเสียหายดังกล่าวส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นของระบบ หรือแพร่กระจายไปทั้งระบบ การจำกัดเขตความเสียหายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ของระบบที่คงทนต่อความเสียหายทุกระบบ
               4. การกู้คืนจากความเสียหาย (Fault Recovery): เป็นกระบวนการที่ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง หรือกลับมาทำงานได้ ระหว่างการจัดรูปแบบการทำงาน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น


2.2 Scalability คือ ความสามารถในการรองรับและต่อขยายระบบ SCADA กับส่วนต่าง ๆ เช่น I/O ของอุปกรณ์Controller และจำนนเครื่อง SCADA Client ที่เพิ่มขึ้น หรือการต่อพ่วงกับระบบ SCADA ของยี่ห้ออื่น ๆ เป็นต้น ถ้าหากData Server เป็นแบบ Driver ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีเฉพาะในการติดต่อกับอุปกรณ์ ก็เป็นเรื่องลำบากในการต่อขยาย เพราะDriver บางประเภทสามารถติดต่อได้เฉพาะ SCADA Software บางยี่ห้อเท่านั้น ปัญหานี้เป็นที่วิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งปัจจุบันได้หันมาใช้มาตรฐานกลางคือ OPC เพื่อแก้ไขปัญหานี้


2.3 Quality of Service คือ คุณภาพการบริการ (Quality of Service: QoS) การควบคุมพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของระบบเพื่อให้บริการที่มีคุณภาพเช่น มีการรับประกันเวลาที่ใช้ในการส่งข้อมูล การสูญหายของข้อมูลและคุณภาพของสัญญาณตามที่ได้กำหนดไว้ เป็นต้น


2.4 Security คือ มีเป้าหมายหลักคือ 3 อย่าง
         1. Comfidentiality ข้อมูลต้องเป็นความลับ
                     User authentication สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล
                     Data encryption การปกป้องข้อมูลให้ถูกต้องและสมบูรณ์
         2. Maintain Communication integrity through use of การปกป้องข้อมูลให้ถูกต้องและสมบูรณ์
                     Digital Signatures
         3. Ensure availability through use of ทำให้ระบบพร้อมใช้งานเสมอ
                     Firewalls ป้องกันผู้บุกรุกภายในระบบ
                     Redundant network architecture ต้องมีระบบสำรองในการเกิดปัญหา
                     Hardware without a single point of failure ต้องมี Hardware มากกว่า 1 หรือไม่ยึดติดกับพื้นที่เดียว


3. ให้นักศึกษาอธิบายมาตรฐาน OSI 7 Layer แต่ละชั้นเรียกว่าอะไรและมีหน้าที่อะไร (อาจวาดรูปประกอบ)

ตอบ 1. เลเยอร์ชั้น Physical เป็นชั้นล่างที่สุดของการติดต่อสื่อสาร ทำหน้าที่ส่ง-รับข้อมูลจริง ๆ จาก
ช่องทางการสื่อสาร (สื่อกลาง) ระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ มาตรฐานสำหรับ เลเยอร์ ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ (Connector) เช่น RS-232-C มีกี่พิน(pin) แต่ละพินทำหน้า ที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลต์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่างๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้
  2. เลเยอร์ชั้น Data Link จะเป็นเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูลโดยจะ
แบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้รับได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับมาว่า ได้รับ ข้อมูลแล้ว เรียกว่า สัญญาณ ACK (Acknowledge) ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับ สัญญาณ NAK (Negative Acknowledge) กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมุลไปให้ใหม่ อีกหน้าที่หนึ่ง ของเลเยอร์ชั้นนี้คือป้องกันไม่ให้เครื่องส่งทำการส่งข้อมูลเร็วจนเกินขีดความสามารถของเครืองผู้รับจะรับข้อ มูลได้
  3. เลเยอร์ Network เป็นชั้นที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่จะส่ง-รับใน
การส่งผ่านข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทาง ซึ่งแน่นอนว่าในการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายการสื่อสารจะ ต้องมีเส้นทางการส่ง-รับข้อมูลมากกว่า 1 เส้นทาง ดังนั้นเลเยอร์ชั้น Network นี้จะทำหน้าที่เลือกเส้นทางที่ ใช้เวลาในการสื่อสารน้อยที่สุด และระยะทางสั้นที่สุดด้วย ข่าวสารที่รับมาจากเลเยอร์ชั้นที่ 4 จะถูกแบ่งออกเป็น แพ็กเกจ ๆ ในชั้นนี้
  4. เลเยอร์ Transport บางครั้งเรียกว่า เลเยอร์ชั้น Host-to-Host หรือเครื่องต่อเครื่อง และจาก
เลเยอร์ชั้นที่ 4 ถึงชั้นที่ 7 นี้รวมกันจะเรียกว่า เลเยอร์ End-to-End ในเลเยอร์ชั้น Transport นี้เป็นการ สื่อสารกันระหว่างต้นทางและปลายทาง (คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์) กันจริง ๆ เลเยอร์ชั้น Transpot จะ ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อมูลที่ส่งมาจากเลเยอร์ชั้น Session นั้นไปถึงปลายทางจริง ๆ หรือไม่ ดังนั้นการกำ หนดตำแหน่งของข้อมูล(address) จึงเป็นเรื่องสำคัญในชั้นนี้ เนื่องจากจะต้องรู้ว่าใครคือผู้ส่ง และใครคือผู้รับ ข้อมูลนั้น
  5. เลเยอร์ Session ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ โดยผู้ใช้จะใช้
คำสั่งหรือข้อความที่กำหนดไว้ป้อนเข้าไปในระบบ ในการสร้างการเชื่อมโยงนี้ผู้ใช้จะต้องกำหนดรหัสตำแหน่ง ของจุดหมายปลายทางที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารด้วย เลเยอร์ชั้น Session จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับเลเยอร์ชั้น Transport เป็นผู้จัดการต่อไป ในเครือข่ายทั้งเลเยอร์ Session และเลเยอร์ Transport อาจจะเป็นเลเยอร์ ชั้นเดียวกัน
  6. เลเยอร์ Presentation ทำหน้าที่เหมือนบรรณารักษ์ กล่าวคือคอยรวบรวมข้อความ (Text) และ
แปลงรหัส หรือแปลงรูปแบบของข้อมูลให้เป็นรูปแบบการสื่อสารเดียวกัน เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิด ขึ้นกันผุ้ใช้งานในระบบ
  7. เลเยอร์ Application เป็นเลเยอรชั้นบนสุดของรูปแบบ OSI ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ติดต่อระหว่างผู้ใช้
โดยตรงซึ่งได้แก่ โฮสต์คอมพิวเตอร์ เทอร์มินัลหรือคอมพิวเตอร์ PC เป็นต้น แอปพลิเคชันในเลเยอรชั้นนี้ สามารถนำเข้า หรือออกจากระบบเครือข่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่ามีขั้นตอนการทำงานอย่างไร เพราะจะ มีเลเยอร์ชั้น Presentation โดยตรงเท่านั้น



4. ให้นักศึกษากล่าวถึงประโยชน์ของระบบเครือข่ายและการสื่อสารข้อมูลมาอย่างน้อย 5 ข้อ

ตอบ 1.  สามารถแชร์ข้อมูลใช้ร่วมกันได้  ข้อมูลต่างๆในแต่ละเครื่องภายในระบบ  หากมีผู้อื่นต้องการใช้  คุณสามารถแชร์ให้ผู้อื่นนำไปใช้ได้ หรือข้อมูลที่เป็นส่วนรวมก็สามารถแชร์ไว้เพื่อให้หลายๆฝ่ายนำไปใช้งานได้  ซึ่งก็จะช่วยทำให้ประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บและช่วยให้การปรับปรุงข้อมูลในระบบง่ายขึ้นและไม่เกิดความขัดแย้งของข้อมูลด้วย เพราะข้อมูลมีอยู่ชุดเดียว

     2.  สามารถแชร์อุปกรณ์ต่างๆร่วมกันได้  เช่น เครื่องพิมพ์  สแกนเนอร์  ซิปไดร์ฟ  เป็นต้น  โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์เหล่านั้นมาติดตั้งกับทุกๆเครื่อง  เช่นในบ้านคุณมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด 4 เครื่อง  อาจจะซื้อเครื่องพิมพ์มาเพียงตัวเดียวและแชร์เครื่องพิมพ์นั้นเพื่อใช้ร่วมกันได้

     3.  สามารถใช้โปรแกรมร่วมกันหลายๆเครื่องได้  เช่น  ในห้อง LAB  คอมพิวเตอร์ที่มีจำนวน คอมพิวเตอร์ที่มีจำนวนเครื่องในระบบจำนวน  30 เครื่อง  คุณสามารถซื้อโปรแกรมเพียงแค่ 1 ชุดและสามารถใช้งานร่วมกันได้  ซึ่งจะทำให้สะดวกในการดูแลรักษาด้วย

     4.  การสื่อสารในระบบเครือข่ายผู้ใช้สามารถเชื่อมกับเครื่องอื่นๆในระบบได้  เช่น  อาจจะส่งข้อความจากเครื่องของคุณไปยังเครื่องของคนอื่นๆได้  นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ E - Mail ส่งข้อความข่าวสารต่างๆภายในสำนักงานได้อีก  เช่น  แจ้งกำหนดการต่างๆแจ้งข้อมูลต่างๆให้ทุกๆคนทราบ  โดยไม่ต้องพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์เพื่อแจกจ่าย  ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

     5.  การแชร์อินเทอร์เน็ต  ภายในระบบเครือข่ายคุณสามารถแชร์อินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ร่วมกันได้  โดยที่คุณไม่จำเป้นต้องซื้อ Internet  Account สำหรับทุกๆเครื่องและไม่จำเป็นต้องติดตั้งโมเด็มทุกเครื่อง  ซึ่งก็จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก

     6. เพื่อการเรียนรู้ การที่คุณได้ทดลองใช้งานระบบเครือข่ายจะทำให้คุณสามารถเรียนรู้และคุ้นเคยกับระบบเครือข่ายมากขึ้น 
ทำให้คุณมีประสบการณ์ในระบบเครือข่ายมากขึ้นและจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลย
















วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบ้านหาคำศัพท์ Network ครั้งที่ 10 นายเอกชัย ไชยวิทย์ รหัสนักศึกษา 2561051542304



คำศัพท์เกี่ยวกับระบบ Network



1. echo สะท้อน, เมื่อติดต่อผ่านทางโมเด็ม จะมีการแสดงตัวอักขระที่ป้อนเข้าไปออกมายังหน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าเราไม่เห็นว่าป้อนอะไรเข้าไป ถือว่าไม่มีการแสดงตัวอักขระ ถ้าเราเห็นคำซ้ำๆ ปรากฏออกมา
          คำสั่ง Echo ในดอสและโอเอส/ทู ใช้แสดงผลแต่ละบรรทัดในแฟ้มแบตช์ออกมาบนจอภาพขณะทำงาน การป้อนคำสั่ง ECHO OFF ในแฟ้มแบตช์จะทำให้คอมพิวเตอร์ไม่แสดงผลคำสั่งบนจอภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะแสดงผลออกมา

2. Data:  Analog :คือ จะมีลักษณะที่ต่อเนื่องกัน เช่น เสียงพูดของมนุษย์ เสียงดนตรี วีดีโอ เป็นต้น
               Digital: คือ  จะมีลักษณะที่ไม่ต่อเนื่องกัน ส่วนของข้อมูลดิจิตอลจะประกอบด้วยเลขฐาน2

3. Signal: Analog : เป็นสัญญาณที่มีลักษณะเป็นรูปคลื่นที่มีลักษณะต่อเนื่อง
                Digital:  เป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่องที่อยู่ในรูปแบบของระดับแรงดันไฟฟ้าที่เป็นรูปคลื่นสี่เหลี่ยม

4. Digital Data-->Signal Options การแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก Digital Data to Analog Signal สำหรับการแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อกจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า โมเด็ม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์(ดิจิตอล) บนระบบการสื่อสารแบบแอนะล็อกในขณะที่โมเด็มปลายทางก็สามารถแปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอลเพื่อส่งให้กับคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้งานต่อไป การแปลงข้อมูลดิจิตอลให้เป็นสัญญาณดิจิตอล Digital Data to Digital Signal จะมีเทคนิควิธีการเข้ารหัสสัญญาณดิจิตอลหลายวิธีด้วยกัน เช่น
-NRZ-L จัดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการส่งสัญญาณดิจิตอลโดยใช้ระดับแรงดัน มีข้อเสีย ตรงที่ยากต่อการตัดสินใจว่าจุดใดเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของช่วงสัญญาณ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญทีเดียวสำหรับการนำไปซิงโครไนซ์
-NRZ-I จะคล้ายกับเทคนิค NRZ-L แต่มีความแม่นยำกว่าตรงที่มีการเปรียบเทียบระดับสัญญาณ
-Manchester ใช้สำหรับเครือข่ายท้องถิ่น โดยการเข้ารหัสแบบแมนเชสเตอร์นั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงที่จุดกึ่งกลางของต่ละช่วงบิต เพื่อใช้แทนบิตข้อมูลและกำหนดจังหวะ
-Differential Manchester .ใช้งานบนเครือข่ายโทเค็นริงจะพิจารณาจากช่วงกลางบิตเพื่อใช้สำหรับกำหนดจังหวะClocking เท่านั้น

5. Analog Data-->Signal Options การแปลงข้อมูลแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก Analog Data to Analog Signal
จัดเป็นรูปแบบที่ง่าย มีต้นทุนต่ำ โดยจะแทนข้อมูลแอนะล็อกด้วยสัญญาณแอนะล็อก เช่น ระบบวิทยุกระจายเสียง
            การแปลงข้อมูลแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอล Analog Data to Digital Signal
จะใช้อุปกรณ์ที่ชื่อว่า โคเดค CODEC จัดเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้สำหรับแปลงข้อมูลแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตอลด้วยการใช้เทคนิค Voice Digitization ตัวอย่างอุปกรณ์ โคเดค เช่น ซาวน์การ์ด สแกนเนอร์ วอยซ์เมล และวีดีโอคอนเฟอเร็นซ์

6. Parity Checks เป็นเทคนิคการตรวจจับข้อผิดพลาดอย่างง่าย และเก่าแก่ โดยเพิ่มบิตเข้าไปในแต่ละหนึ่งตัวอักษร ซึ่งเป็นบิตที่ตรวจสอบความถูกต้อง มี 2 กรณี คือ even parity และ odd parity

7. Cyclic Redundancy Checksum เป็นวิธีที่นิยมใช้บนเครือข่ายท้องถิ่นและจัดได้ว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีการใช้รหัสตรวจสอบและหาผลรวม เนื่องจากสามารถตรวจจับข้อผิดพลาดได้มากถึง99.9999% นิยมใช้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

8. Polynomial Checking เป็นการใช้รหัสโพลีนอเมียล ซึ่งต้องมีคุณสมบัติโดยบิตซ้ายสุดและบิตขวาสุดต้องมีค่าเป็น 1 เสมอ

9. Attenuation (dB) คือ ค่าสัญญาณรบกวนภายในสาย ไม่ควรจะเกิน 50dB ทั้ง local และ remote (ยิ่งน้อยยิ่งดี)

10. SNR Margin (dB) คือ ค่าความเข้มของสัญญาณ ไม่ควรจะต่ำกว่า 10dB ทั้ง local และ remote (ยิ่งมากยิ่งดี)

การบ้านหาคำศัพท์ Network ครั้งที่ 9 นายเอกชัย ไชยวิทย์ รหัสนักศึกษา 2561051542304




คำศัพท์เกี่ยวกับระบบ Network



1. ระบบเครือข่ายแบบเบสแบนด์ (Baseband) จะเป็นการสื่อสารข้อมูลที่สายสัญญาณหรือตัวกลางในการส่งผ่านสัญญาณสามารถส่งได้เพียงหนึ่งสัญญาณในเวลาขณะใดขณะหนึ่งเท่านั้น นั่นคือ อุปกรณ์ที่ใช้งานสายสัญญาณในขณะนั้นจะครอบครองช่องสัญญาณทั้งหมดโดยอุปกรณ์อื่นจะไม่สามารถร่วมใช้งานได้เลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ระบบโทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ส่วนมากจะเป็นการสื่อสารแบบ Baseband รวมทั้งการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์อื่น ๆ(เช่น เครื่องพิมพ์ จอภาพ) การสื่อสารผ่าน modems และการสื่อสารผ่านเครือข่ายหลักๆ ด้วย ยกเว้นเครือข่ายแบบ B-ISDN ที่เป็นแบบ Broadband

2. ระบบเครือข่ายแบบบรอดแบนด์ (Broadband) จะตรงข้ามกับ Baseband นั่นคือ จะเป็นการสื่อสารข้อมูลที่ตัวกลางในการส่งผ่านสัญญาณสามารถมีหลายช่องสัญญาณได้พร้อม ๆ กันโดยใช้วิธีแบ่งช่องความถี่ออกจากกัน ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันโดยใช้ช่องความถี่ของตนเองผ่านตัวกลางเดียว ตัวอย่างเช่น ระบบเครือข่าย Cable TV ซึ่งสามารถส่งสัญญาณมาพร้อมกันหลาย ๆ ช่องบนสายสื่อสารเส้นเดียว และผู้รับก็สามารถเลือกช่องความถี่ที่ต้องการชมได้ เป็นต้น

3. มัลติเพล็กซ์เซอร์ (Multiplexer : MUX) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ตัวเลือกข้อมูล(Data Selector) ซึ่งเป็นตัวที่ทำหน้าที่เลือกช่องสัญญาณที่มีข้อมูลช่องหนึ่งจากหลายๆช่องสัญญาณมาเป็นอินพุตและต่อช่องสัญญาณที่มีข้อมูลนั้นเข้าเป็นสัญญาณเอาต์พุตเพียงเอาต์พุตเดียว
          การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลา (Time Division Multiplexer หรือ TDM) เป็นวิธีที่เพิ่งจะได้รับการพัฒนาขึ้นมาได้ไม่นานนักการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาจะใช้เส้นทางเพียงเส้นทางเดียวและคลื่นพาห์ความถี่เดียวเท่านั้นแต่ ผู้ใช้แต่ละคนนั้นจะได้รับการจัดสรรเวลาในการเข้าใช้ช่องสัญญาณที่ต้องการนั้นเพื่อส่งข้อมูลไปยังปลายทางที่ตนต้องการ
          การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่ (Frequency Division Multiplexer หรือ FDM) เป็นวิธีที่ใช้กันทั้งระบบที่มีสายและระบบคลื่นวิทยุ ซึ่งหลักการของการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่นี้คือ การนำสัญญาณจากแหล่งต่างๆมารวมกัน ให้อยู่ในคลื่นพาห์เดียวกันที่ความถี่ต่างๆ และสัญญาณเหล่านี้สามารถที่จะใช้เส้นทางร่วมกันได้ซึ่งต่างจากแบบแรกที่ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้

4. Noise เป็นสิ่งไม่ต้องการของพลังงานไฟฟ้า และแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งจะลดคุณภาพของสัญญาณและข้อมูล noise ปรากฏในระบบดิจิตอล และอะนาล๊อก และสามารถมีผลกับไฟล์และการสื่อสารของไฟล์ทั้งหมด รวมถึงข้อความ โปรแกรม ภาพ และเสียงเป็นต้น ในวงจรสายแข็ง เช่น โทรศัพท์อินเตอร์เน็ตแบบใช้สาย external noise เป็นผลจากเครื่องใช้ในตำแหน่งใกล้เคียง, จากทรานส์ฟอร์มเมอร์, จากบรรยากาศ โดยปกติ noise ชนิดนี้มีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอย่างไรก็ตามในระยะพายุฟ้าคะนอง หรือในตำแหน่ง ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมากกำลังใช้งาน external noise มีผลกับการสื่อสาร ในการติดต่อทางอินเตอร์เน็ต external noise จะทำให้อัตราการส่งข้อมูลช้าลง เพราะระบบต้องปรับความเร็วให้ตรงกับเงื่อนไขบนสาย การสนทนาทางโทรศัพท์ noise จะเป็นเสียงรบกวน noise เป็นปัญหาสำคัญในระบบไร้สายมากกว่าระบบสาย โดยทั่วไป จุดเริ่มต้นของ noise จากภายนอก ที่แปลงตามสัดส่วนความถี่ และสัดส่วนโดยตรงกับความยาวคลื่น ที่ความถี่ต่ำ เช่น 300 kHz noise จากบรรยากาศและไฟฟ้า จะมากกว่าที่ความถี่สูง เช่น 300 MHz ส่วน noise ที่เกิดภายในตัวรับไร้สาย เรียกว่า internal noise จะขึ้นต่อความถี่น้อย วิศวกรมีความเกี่ยวข้องกับ internal noise ที่ความถี่สูงมากกว่าที่ความถี่ต่ำ เพราะถ้า external noise ลดลง internal noise จะมีความสำคัญมากขึ้นวิศวกรการสื่อสาร มีการพัฒนาในทางที่ดีกว่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ noise วิธีการดั้งเดิมในการลดสัญญาณ bandwidth เพื่อการขยายระยะมากขึ้น การลดสเปคทรัม ของสัญญาณที่ใช้งาน จะลด noise ที่ผ่านไปยังวงจรลับ อย่างไรก็ตาม การลด bandwidth จำกัดความเร็วสูงสุดของข้อมูลในการส่ง การพัฒนาแบบแผนในทางผลกระทบของ noise เรียกว่า digital signal processing การใช้ fiber optics เทคโนโลยีที่ไม่ไวต่อ noise

5. Packet Lost โดยการวัดจากเปอร์เซ็นต์ของแพ็กเก็ตที่ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง หากสูงกว่า 3% ถือว่าเครือข่ายนั้นไม่เหมาะสมกับการใช้งาน VoIP เนื่องจากอาจจะมีปัญหาสัญญาณเสียงขาดตอน ซึ่งปัญหา packet loss นี้ จะเพิ่มมากขึ้นตามลักษณะการใช้งานของระบบเครือข่ายที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการ overload ของสัญญาณ 

6. Jitter คือประเด็นด้านคุณภาพของระบบเครือข่ายที่วัดจากความแปรปรวนของเวลาที่ใช้ในการเดินทางของแพ็กเก็ตที่เป็นสัญญาณเสียง (Voice Information Packet) ซึ่งอุปกรณ์ VoIP ที่ฝั่งผู้รับสามารถบรรเทาปัญหานี้ ได้ด้วยการจัดให้แพ็กเก็ตที่ได้รับมารวมตัวกันอยู่ใน jitter buffer ก่อนแปลงเป็นสัญญาณเสียงที่ไม่มีการสะดุดหรือขาดตอน Jitter Buffer มีค่าความยาวเป็นมิลลิวินาที (Millisecond) หรือที่เรียกว่า Jitter Buffer Depth ซึ่งควรมีค่าประมาณ 2 เท่าของขนาดของความแปรปรวนของระยะเวลาในการเดินทางของแพ็กเก็ตหรือ jitter ที่เกิดขึ้นจริงในระบบเครือข่าย หากค่า jitter มากกว่า 50 มิลลิวินาทีแล้ว จะเป็นการยากที่จะได้สัญญาณเสียงที่ราบเรียบ อีกทั้งการใช้ jitter buffer บ่อยครั้ง ก็จะยังผลให้เกิดอาการสัญญาณเสียงขาดหายเป็นช่วง ๆ  ดังนั้นการปรับตั้งค่า Jitter Buffer Depth จึงต้องมีความเหมาะสมกับลักษณะของระบบเครือข่ายด้วย 

7. Latency คือระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางของแพ็กเก็ตจากต้นทางไปยังปลายทาง หากใช้เวลามากกว่า 150-200 มิลลิวินาที อาจเป็นปัญหาสำหรับอุปกรณ์ VoIP ได้ในรูปของเสียงสะท้อนหรือเสียงก้อง และหากมีค่ามากกว่า 400 มิลลิวินาทีอาจมีผลกระทบต่อความชัดเจนของเสียงสนทนา  แต่ทั้งนี้หากการสื่อสารของทั้งระบบเป็นอุปกรณ์แบบดิจิตอลทั้งหมด ปัญหาเรื่องเสียงก้องหรือเสียงสะท้อนก็จะน้อยมาก 

8. Raw Bandwidth เป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการระบบเครือข่ายคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นค่าที่แสดงถึงปริมาณข้อมูลที่ระบบเครือข่ายสามารถรองรับได้ต่อการเชื่อมต่อแต่ละจุด เช่น หากมีเครือข่าย T1 ที่ใช้สำหรับเครือข่ายข้อมูลโดยเฉพาะ นั่นหมายถึงขนาดของ Raw Bandwidth คือ 1.5 Mbits  การเชื่อมต่อแบบ DSL (Digital Subscriber Line) ในบางครั้งก็มีข้อจำกัดในเรื่องของ bandwidth ขารับ (download) และขาส่ง (upload) มีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ความเร็วในการ download 768 Kbits และความเร็วในการ upload 128 Kbits ซึ่งผู้ให้บริการระบบเครือข่ายสามารถบอกได้ถึงขนาดของ bandwidth ที่เพียงพอหรือเหมาะสมสำหรับการใช้งานแบบ voice application 

9. คอขวด หรือ Bottleneck เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้รับและผู้ส่งมีขนาดของ available bandwidth ไม่เท่ากัน เช่นการเชื่อมต่อที่ฝั่งต้นทางใช้แบบ T1 แต่การเชื่อมต่อของฝั่งปลายทางใช้แบบ Dial Up ที่ความเร็ว 53 Kbps 

10. Codecs ก่อนที่จะทราบว่าระบบเครือข่ายที่มีอยู่จะสามารถรองรับข้อมูลสัญญาณเสียงได้หรือไม่นั้น จะต้องทราบปริมาณของข้อมูลสัญญาณเสียงที่ต้องการใช้งานก่อน โดยสามารถประมาณการณ์ได้จากการนับจำนวนการใช้โทรศัพท์ที่จะใช้ผ่านระบบเครือข่าย คูณด้วยปริมาณของการจราจรทางระบบเครือข่ายต่อการโทรหนึ่งครั้ง หรือที่เรียกว่า traffic-per-call ที่ขึ้นอยู่กับ codec ที่ใช้ โดยที่ codec หมายถึงวิธีการเข้ารหัสสัญญาณเสียงให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถส่งผ่านทางระบบเครือข่ายได้ ดังแสดงในตาราง






           จากตารางข้างต้นจะเห็นได้ว่า Codec G.711 ให้คุณภาพเสียงเช่นเดียวกันกับคุณภาพเสียงที่ได้จากระบบโทรศัพท์ทั่วไป แต่ต้องใช้ available bandwidth ถึงประมาณ 80 Kbps ต่อการใช้โทรศัพท์หนึ่งครั้ง ส่วน G.729 ให้คุณภาพเสียงที่เป็นรองจาก G.711 แต่ใช้ available bandwidth เพียงประมาณ 26 Kbps เท่านั้น ต่อการใช้โทรศัพท์ในแต่ละครั้ง 



วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การบ้านหาคำศัพท์ Network ครั้งที่ 8 นายเอกชัย ไชยวิทย์ รหัสนักศึกษา 2561051542304

คำศัพท์เกี่ยวกับระบบ Network



1. Transmission คือ การโอนถ่าย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างต้นทางกับปลายทางโดยผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์

2. Sender  คือ  ผู้ส่ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข่าวสาร (Message) เป็นต้นทางของการสื่อสารข้อมูลมีหน้าที่เตรียมสร้างข้อมูล เช่น ผู้พูด โทรทัศน์ กล้องวิดีโอ เป็นต้น

3. DTE (Data Terminal Equipment)  คือ  แหล่งกำเนิดและรับข้อมูล เช่น คอมพิวเตอร์เทอร์มินัลคอมพิวเตอร์ เมนเฟรม เครื่องพิมพ์ เป็นต้น

4. DCE (Data Communication Equipment) คือ  อุปกรณ์ในการรับ/ส่งข้อมูล เช่น โมเด็ม จานไมโครเวฟ หรือจานดาวเทียม Fibrotic Infrared Wireless เป็นต้น

5. Message  คือ  สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งผ่านไปในระบบสื่อสาร บางครั้งเรียกว่าสารสนเทศ
   (Information) รูปแบบของข่าวสารมี 4 รูปแบบคือ
   - เสียง (Voice)
   - ข้อมูล (Data)
   - ข้อความ (Text)
   - ภาพ (Picture)

6. Application Server/ Database Server  คือ  เป็นการทำงานที่ซับซ้อนกว่า File Server อีกระดับหนึ่ง ตัวอย่างที่เราพบบ่อยๆ คือ Database Server หรือ SQL Server 

7. EISA การเชื่อมต่อหรือ อินเตอร์เฟส แบบมาตราฐานของการ์ดต่าง ๆ ปัจจุบันล้าสมัยแล้ว

8. FDD Iเป็นคำย่อมาจาก Fiber Distributed Data Interface หรือระบบต่อเชื่อม กระจายข้อมูล ด้วยใยแก้วนำแสง เป็นเทคโนโลยี ระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) ที่นำพื้นฐาน ของเครือข่าย แบบส่งผ่านโทเค็น มาใช้บน สายเคเบิลใยแก้วนำแสง โดยทั่วไป จะใช้สำหรับระบบเครือข่ายหลัก ขององค์กรขนาดใหญ่
Frame Relayเป็นบริการของ เครือข่ายพื้นที่กว้าง (WAN) ที่เป็นการเชื่อมต่อ แบบปิด-เปิด (on-and-off) ระหว่างสถานที่ ที่อยู่ห่างกัน เป็นระยะทางไกล

9. GUEST BOOK สมุดลงนาม ใช้สำหรับแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ web site นั้น ๆ ที่คุณเข้าไปเยี่ยมชม เป็นช่องทางแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง

10. HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol ซึ่งเป็นโปรโตคอล ที่คอยควบคุม การส่งเอกสารในรูปแบบต่างๆ บนระบบ อินเทอร์เน็ต